บทที่ 8 จาก 10 · ราว 6 นาที
จาก “ทำไมเป็นแบบนี้” สู่ “เป็นอะไรหรือเปล่า”
เสียงในหัวที่ทั้งใจดีและพูดจริง ทำให้เรากล้ามองความพลาดของตัวเอง
ตี 1 10 นาที คืนวันพฤหัส โอมลุกไปเข้าห้องน้ำ เดินผ่านโต๊ะทำงานมุมห้องนั่งเล่น เห็นโน้ตบุ๊กที่จอดับอยู่ แล้วเย็นวาบไปทั้งตัว ไฟล์เมนูกับฉลากแก้วของร้านกาแฟ 12 สาขาต้องถึงโรงพิมพ์ก่อนเที่ยงคืน โรงพิมพ์จะเริ่มงาน 9 โมงเช้าวันศุกร์ เขาทำเสร็จตั้งแต่ 4 โมงเย็น แล้วลืมกดส่ง
โอมอายุ 32 เป็นกราฟิกดีไซเนอร์ฟรีแลนซ์ เช่าทาวน์เฮาส์เดือนละ 7,000 ที่ปากเกร็ด อยู่กับแนนภรรยาและข้าวปั้นลูกชายวัย 5 ขวบ งานนี้ค่าจ้าง 15,000 บาท ได้มาแล้วครึ่งหนึ่ง เขายืนอยู่หน้าโต๊ะในกางเกงนอน และในหัวมีเสียง 3 เสียงรอพูดอยู่แล้ว
เสียงของพ่อ กับข้ออ้างที่พิมพ์แล้วลบ
เสียงที่ 1 มาก่อนเสมอ “ทำไมเป็นแบบนี้ บอกตัวเองกี่รอบแล้ว ไม่เคยทำอะไรให้ดีได้สักอย่าง” โอมรู้ว่าเสียงนี้เป็นของใคร ตอน ม.5 เขาเอาเกรดเฉลี่ย 1.98 กลับบ้าน พ่อวางช้อนลงบนโต๊ะกินข้าว พูดแค่ 3 คำ ทำไมเป็นแบบนี้ แล้วไม่พูดอะไรอีกเลยจนกินข้าวเสร็จ หลังคืนนั้นโอมเรียนรู้วิธีเดียวที่จะไม่ต้องได้ยินมันอีก เขาให้แม่เซ็นสมุดพกแทนพ่อจนจบ ม.6
โอมยังจำเสียงพ่อได้ ไม่ได้จำว่าตอนนั้นอยากตอบอะไร คืนนี้เขากลับไปนอนแล้วคงนอนไม่หลับ ต่อให้นั่งด่าตัวเองจนเช้า โรงพิมพ์ก็ยังไม่มีไฟล์ ความกลัวไม่ได้บอกว่าควรส่งข้อความแบบไหน

เสียงที่ 2 ใจดีกว่ามาก “ไม่เป็นไรหรอก เรื่องเล็ก บอกเขาว่าไฟดับก็ได้” โอมนั่งลงพิมพ์ถึงเจ้าของร้าน “เมื่อคืนไฟดับทั้งซอยครับ เน็ตใช้ไม่ได้” แล้วลบ พิมพ์ใหม่ แล้วลบอีก รวม 3 รอบ
ข้อความเรื่องไฟดับช่วยให้โอมไม่ต้องยอมรับว่าลืม แต่ถ้ากดส่ง เขาจะต้องดูแลเรื่องที่แต่งขึ้นเพิ่มอีกหนึ่งเรื่อง ไฟล์ยังส่งช้าเหมือนเดิม ส่วนคำด่าตัวเองก็ไม่ได้บอกโรงพิมพ์ว่าจะได้รับไฟล์เมื่อไร เขาลบข้อความแล้วกลับมาดูเวลาที่ต้องจัดการจริง
เสียงที่ 3 · ถ้าเป็นเต้
เสียงที่ 3 หายากที่สุด โอมหามันเจอด้วยคำถามเดียว ถ้าเต้ เพื่อนสนิทที่ทำงานกราฟิกด้วยกันมา 10 ปี โทรมาตอนตี 1 บอกว่าลืมส่งงาน เขาจะพูดกับเต้ว่าอะไร คำตอบมาทันที “เป็นอะไรรึเปล่าวะ งานล้นเหรอ ส่งตอนนี้เลย แล้วเช้าโทรบอกเขาตรงๆ”
ตี 1 25 นาที โอมส่งไฟล์พร้อมข้อความ “ขอโทษครับ ผมลืมส่งไฟล์เมื่อคืน ส่งให้แล้วตอนนี้ ถ้าโรงพิมพ์ต้องเลื่อน ผมรับส่วนของผมครับ” เขาเปิดกลับมาดูว่าไฟล์แนบไปครบ แล้วอยากส่งคำอธิบายเรื่องงานล้นตามอีก เจ้าของร้านยังไม่ได้อ่าน เขาจึงวางโทรศัพท์ไว้ทั้งที่ยังอยากแก้ตัว
เล่าจื๊อเขียนถึงสมบัติ 3 อย่าง โดยวางความเมตตาหรือความอ่อนโยนไว้คู่กับความกล้า1 มุมมองนี้ชวนให้โอมลองพูดกับตัวเองโดยไม่เหยียบซ้ำ แต่ไม่ได้ทำให้บทสนทนาตอนเช้าง่ายขึ้นทันที เขายังกลัวอยู่ แม้ส่งไฟล์และยอมรับความจริงไปแล้ว
7 โมง 10 นาที
เช้าวันศุกร์โอมไม่ได้นอนเลย 7 โมง 10 นาที ข้าวปั้นเอื้อมหยิบไข่ดาว แขนปัดแก้วน้ำล้มเต็มโต๊ะ น้ำไหลลงตักพ่อ ประโยคหนึ่งหลุดออกจากปากโอมก่อนจะทันคิด ดังกว่าที่เขาเคยได้ยินตัวเองพูด “ทำไมเป็นแบบนี้!”
ข้าวปั้นนิ่งแล้วซ่อนมือ 2 ข้างไว้ข้างหลัง โอมจำได้ว่าตัวเองเคยทำ เขานั่งลง “พ่อขอโทษที่ตะโกน เป็นอะไรรึเปล่า” ลูกส่ายหน้าแล้วเรียกแม่ แนนส่งผ้าให้ โอมเริ่มเช็ดก่อน รอจนลูกยื่นมือมาจับปลายผ้าด้วย แนนต้องออกไปทำงาน เขาจึงบอกว่าจะพาลูกไปส่งเอง

ประโยคเดิม: “ทำไมเป็นแบบนี้”
ประโยคใหม่: “เป็นอะไรหรือเปล่า”
ทั้ง 2 ประโยคมีคำว่าเป็น แต่คำถามอย่างหลังก็ทำให้เด็กกลัวได้ถ้าเสียงยังดุ โอมต้องลดเสียงจริง ไม่ใช่แค่เปลี่ยนถ้อยคำ เขาบอกให้วางแก้วเข้ามาข้างในคราวหน้า ข้าวปั้นทำตามและยังไม่มองหน้าเขา
8 โมง 40 เจ้าของร้านโทรมา โรงพิมพ์เลื่อนไปวันจันทร์ ค่าเลื่อนคิว 1,500 หักจากงวดหลัง งานเดือนหน้าให้นักออกแบบอีกคน โอมอยากขอโอกาส แต่ฟังให้จบก่อน 1 สัปดาห์ต่อมา ข้าวปั้นทำน้ำหกและเรียก “พ่อ หก ขอผ้าหน่อย” เขาไปหยิบผ้า ข้าวปั้นจับมุมหนึ่งดึงมาเช็ดตรงที่พ่อยังเช็ดไม่ถึง
จุดสำคัญของบทนี้
โอมจำเสียงพ่อได้และยังต้องรับผิดชอบเสียงของตัวเอง การเปลี่ยนคำถามต้องมาพร้อมการหยุดตะโกนและยอมให้ลูกยังกลัวอยู่
จบบทที่ 8
จาก “ทำไมเป็นแบบนี้” สู่ “เป็นอะไรหรือเปล่า”
คำถามท้ายบท
“ถ้าเพื่อนรักทำพลาดแบบเดียวกับคุณวันนี้ คุณจะพูดกับเขาว่าอะไร”
คำตอบเก็บไว้ในเครื่องหรือบัญชีของคุณ ไม่ส่งให้ AI อ่าน
แหล่งอ้างอิงของบทนี้ (1)
- Laozi. Daodejing, ch. 67 (Wang Bi text). Classical Chinese text: Wikisource. ถ้อยคำไทยในเล่มแปลเองจากต้นฉบับจีน (our rendering). Public-domain English reference: J. Legge (Trans., 1891), The Tao Teh King, ch. 67, Project Gutenberg eBook #216 ลิงก์
