บทที่ 6 จาก 8 · ราว 5 นาที
ไม่มีใครโตคนเดียว
ครูของเราอาจเป็นคนที่เราเคยสอนมากับมือ
วันอาทิตย์ 17.30 น. ลานจอดรถของโรงงานที่ปิดไปตั้งแต่ต้นปีว่างทั้งลาน ยายศรีกำแฮนด์มอเตอร์ไซค์ 110 ซีซีของตาหวัดแน่นจนข้อนิ้วขาว นนท์หลานชายจับท้ายเบาะไว้ “ยายบิดเบาๆ ผมจับอยู่”
ยายศรีอายุ 58 ขายกล้วยทอดปากซอยมา 25 ปี เลี้ยงนนท์มาตั้งแต่ 2 ขวบ เพราะแม่ของเขาทำงานโรงงานที่ชลบุรี กลับบ้านเดือนละครั้ง ตอนนี้นนท์อายุ 17 เรียน ม.5 ตาหวัดวัย 63 เคยขี่มอเตอร์ไซค์คันนี้พายายไปตลาดค้าส่งทุกเช้าตี 4 จนเดือนมกราคมเส้นเลือดในสมองตีบ แขนขาขวาไม่ค่อยมีแรงอีกเลย

ยายจึงต้องจ้างเปี๊ยก วินปากซอย ไปส่งตลาดวันละ 60 บาท รวมเดือนละราว 1,800 บาท ทั้งที่ขายกล้วยทอดได้กำไรวันละราว 400 บาท ทุกเช้าที่เปี๊ยกมารับ ตาหวัดนั่งมองอยู่หน้าบ้าน มือซ้ายกำราวบันไดไว้ ไม่พูดอะไร รถคันนั้นจอดตากฝุ่นอยู่ใต้ชายคามาเกือบปี
นนท์เป็นคนเสนอให้ยายหัดขี่ ยายพูดกับทุกคนมาทั้งชีวิตว่า “ยายไม่เคยต้องขี่รถเอง” คราวนี้ยายก็ด่ากลับมาว่า “บ้าเหรอ” แล้วถามต่อทันทีว่า “ต้องหัดกี่วัน”
ล้มครั้งที่ 2
อาทิตย์แรกยายนั่งบนรถเฉยๆ 20 นาที ไม่ยอมบิดคันเร่ง บอกว่าขอนั่งให้ชินก่อน แล้วสั่งให้นนท์หันหน้าไปทางอื่น ห้ามมอง อาทิตย์ที่ 2 ยายบิดคันเร่งแรงไปนิดเดียว รถส่ายแล้วล้ม เข่าครูดพื้นยางมะตอยจนเลือดซึม ยายนั่งอยู่กับพื้นแล้วพูดว่า “ยายแก่แล้ว ไม่เอาแล้ว ให้เปี๊ยกไปส่งเหมือนเดิม”
นนท์นั่งยองลงข้างๆ “ตาก็สอนผมปั่นจักรยานตรงซอยริมคลองนี่แหละยาย ผมล้มตั้งกี่รอบ ยายยืนด่าตาอยู่หน้าบ้าน” ยายหัวเราะออกมาทั้งที่เข่ายังมีเลือด
นนท์นึกถึงวันนั้น ตาหวัดจับเบาะจักรยานไว้แล้วปล่อยมือโดยไม่บอก นนท์ปั่นไปจนสุดซอยถึงรู้ตัวว่าไม่มีใครจับ เขาหันกลับมามอง แล้วก็ล้มตรงนั้นเลย

ครูอายุ 17
ขงจื๊อว่าเมื่อเดินกับคนอีก 2 คน ก็หาครูได้จากทั้งคู่ เลือกส่วนดีมาทำตาม เห็นส่วนไม่ดีก็ระวังไม่ทำ1 ยายศรีเคยเปลี่ยนผ้าอ้อมให้นนท์ ตอนนี้ต้องฟังเขาเรื่องจับแฮนด์
นนท์ยืนรอให้ยายตั้งหลักทีละครั้ง บางทีก็ถอนหายใจแล้วพูดว่า “บอกไปแล้วไงยาย อย่ามองล้อ” ยายดับเครื่อง หันมาถามว่าจะสอนหรือจะด่า เขาจึงเริ่มอธิบายใหม่ คราวนี้ให้ยายลองมองประตูรั้วตรงหน้า และยังเก็บมือถือไว้ในกระเป๋าแม้เพื่อนจะโทรมา
มือที่ปล่อยโดยไม่บอก
อาทิตย์ที่ 4 ก่อนออกตัว ยายหันมาสั่งว่า “อย่าปล่อยนะ” นนท์รับคำ วิ่งตามไปได้ครึ่งลานก็ปล่อย ยายขี่ไปคนเดียวราว 40 เมตรถึงรู้ตัว ตะโกนลั่นลานว่า “ไอ้นนท์!” แต่ไม่ล้ม

พอรถหยุด ยายถามว่า “บอกว่าไม่ปล่อย แล้วปล่อยทำไม” นนท์หัวเราะก่อน เห็นยายไม่หัวเราะด้วยจึงเงียบ ครั้งต่อมายายยืนยันให้บอกก่อนปล่อย เขารับปาก และต้องรอจนยายพยักหน้าจริงๆ ยายยังเรียกให้มาจับอีกตอนรถเริ่มส่าย เขาวิ่งกลับไปโดยไม่บอกว่าเมื่อกี้ก็ทำได้แล้ว
ตอนนี้ยายออกจากบ้านตี 4 ขาด 10 นาที ไฟหน้ารถสั่นตามมือ เสียงในหัวตอนบิดคันเร่งคือเสียงนนท์ “มองข้างหน้า ไม่ต้องมองล้อ” ซึ่งก็คือเสียงตาหวัดที่ผ่านปากหลานมาอีกทอด ยายขี่แต่ถนนเลียบคลองด้านหลัง ไม่ยอมออกถนนใหญ่ วันไหนฝนตกก็ยังจ้างเปี๊ยก
ส่วนตาหวัด ตอนนี้นั่งเก้าอี้พลาสติกข้างกระทะ หั่นกล้วยด้วยมือซ้าย คอยติว่ายายทอดไฟแรงไป เมื่อวานมีคนมาซื้อกล้วย ตาบอกเขาว่า “เมียผมขี่รถไปตลาดเองแล้วนะ” เสียงดังเกินกว่าที่ต้องพูด ยายทำเป็นไม่ได้ยิน แต่ก็ไม่หรี่ไฟ
จุดสำคัญของบทนี้
- นนท์สอนยายได้ แต่ก็ยังต้องเรียนวิธีพูดกับยาย
- ยายขี่ได้บางทาง และยังจ้างเปี๊ยกเมื่อฝนตก
- การปล่อยมือครั้งต่อไปต้องบอกกันก่อน ขี่ได้แล้วก็ยังขอให้ช่วยได้
จบบทที่ 6
ไม่มีใครโตคนเดียว
คำถามท้ายบท
“เมื่อลองสิ่งใหม่ คุณอยากให้คนช่วยถามหรือบอกอะไรกับคุณก่อน”
คำตอบเก็บไว้ในเครื่องหรือบัญชีของคุณ ไม่ส่งให้ AI อ่าน
แหล่งอ้างอิงของบทนี้ (1)
- Confucius. The Analects, Book VII (Shu R), ch. 21 [7.22 in modern numbering] (J. Legge, Trans.; from The Chinese Classics). Project Gutenberg eBook #3330. — ถ้อยคำภาษาไทยในเล่ม ทีม Alljit ถอดความเอง (our rendering) ลิงก์
