บทที่ 8 จาก 8 · ราว 7 นาที
“เด็กที่ได้แต่นั่งดู” เอื้อ
27 ปีต่อมา หลานยายผินกลับมานั่งที่ม้านั่งตัวเดิม คืนก่อนบ้านจะถูกขาย
บ้านยายขายแล้ว แม่กับน้าตกลงรับราคา 1.8 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้หนี้บัตรและหนี้จากร้านอาหารที่ปิดไป ผู้ซื้อจะรื้อบ้านทำห้องเช่า นัดโอนกันวันที่สามสิบ เอื้อช่วยซื้อไว้ไม่ไหว คอนโดของเขายังต้องผ่อนอีกยี่สิบกว่าปี
ก่อนวันโอนสองวัน เขากลับมานั่งที่หัวม้านั่ง ตะเกียงที่วางอยู่ข้างตัวไม่ได้จุดมาหลายปีแล้ว รอยที่เคยเอาตะปูขูดไว้ยังอยู่ เอื้อลูบดูและนึกไม่ออกว่าตอนเด็กตัวเองออกแรงขูดไปมากแค่ไหน
เขาเปิดอ้อมกอด พิมพ์ถามว่า “คนสร้างขอถามหน่อย เธอเจอเรื่องอะไรมาบ้าง”

“เรื่องที่คนอื่นเล่า อ้อมไม่นำมาบอกค่ะ คนสร้างก็เหมือนกัน”
เอื้อหัวเราะอยู่คนเดียว เขาจำได้ว่าเป็นคนเขียนกติกาข้อนั้นไว้เอง จึงปิดแอปแล้ววางโทรศัพท์ลง
ป้าจันทร์เดินผ่านมาพร้อมตะกร้าขนมที่ขายเหลือ พอจำได้ว่าเขาเป็นใครก็แวะนั่งตรงรอยบาก เอื้อเล่าเรื่องผู้หญิงท้องที่เคยนั่งตรงนั้น รอจนไฟใกล้ดับแล้วลุกกลับไป เขาบอกว่าเห็น แต่ไม่ได้เรียก ตั้งแต่นั้นมาก็สงสัยว่าเธอจะได้คุยกับยายหรือเปล่า
“ยี่สิบเจ็ดปีแล้วครับ”
ป้าจันทร์วางมือลงบนหลังมือเขา ตบเบาๆ สองที
“คนนั้นป้าเอง”
ป้าเล่าว่าตอนนั้นท้องภูมิได้ห้าเดือน ไซต์ก่อสร้างปิด สามีหายไปพร้อมงาน ค่าเช่าห้องก็ค้างอยู่หลายเดือน คืนนั้นเธอมาหายายผินเพราะไม่รู้จะไปหาใคร แต่พอเห็นตะเกียงเหลือไฟนิดเดียวก็คิดว่าคงไม่ถึงคิว จึงกลับไปนั่งร้องไห้ที่บันไดห้องเช่า
“สักพักยายก็หิ้วตะเกียงมา นั่งฟังอยู่จนเช้า”
เอื้อหันไปมองตะเกียงข้างตัว ป้าจันทร์เล่าต่อว่าเช้าวันรุ่งขึ้นยายพาไปตลาด แบ่งที่ตั้งแผงให้ครึ่งหนึ่ง แล้วสอนทำขนมชั้น ป้าทำเสียอยู่หลายถาด บางวันลูกค้าเอาขนมกลับมาคืน ยายต้องคอยชิมและสอนใหม่
“ยายบ่นว่าน้ำมันตะเกียงแพง ป้าจะขอโทษ แกก็ให้ช่วยยกหม้อก่อน” ป้าจันทร์หัวเราะพลางสูดน้ำมูก “ตอนนั้นมีงานให้ทำทั้งวัน จนกลางคืนหลับลงได้บ้าง”

ป้าจันทร์ยังจำได้ว่ายายเล่าเรื่องช้างในห้องมืดให้ฟัง คนที่เข้าไปคลำเจอคนละส่วนจึงบอกว่าช้างหน้าตาไม่เหมือนกัน หากมีแสงสว่างก็คงเห็นได้มากกว่าส่วนที่ตัวเองจับอยู่1 เธอถามว่าเอื้อเคยฟังไหม เอื้อพยักหน้า เขาจำเรื่องช้างได้ แต่ไม่เคยรู้ว่ายายเล่าให้ป้าฟังในคืนเดียวกับที่เขาขูดม้านั่ง
ป้าหยิบป้ายกระดาษสีเหลืองซีดออกจากตะกร้า เชือกที่ร้อยไว้เก่าจนเอื้อไม่กล้าแตะ
“ป้าเก็บไว้ ไม่เคยผูก กลัวผูกแล้วมันจะจบ”
เขาโน้มกิ่งมะขามลงมาให้ บอกว่าคนซื้อบ้านอาจโค่นต้นนี้ ป้าพยักหน้าแล้วผูกเชือกช้าๆ
“โค่นก็โค่นไป ป้าได้ผูกแล้ว”

คืนนั้น เอื้อกลับไปเล่าให้อ้อมกอดฟัง เขาเคยจำตัวเองเป็นเด็กที่เห็นใครคนหนึ่งเดินหายไป แต่ตอนนี้รู้แล้วว่ายายเดินตามไปหลังจากเขาเข้านอน เรื่องคืนนั้นยังดำเนินต่อ ทั้งที่ในความทรงจำของเขามันจบลงตรงขั้นบันได
อ้อมกอดถามว่า “คนในซอยได้เล่าให้ยายฟัง แล้วเอื้อเคยได้ฟังเรื่องที่ยายอยากเล่าบ้างไหมคะ”
เขานึกถึงสายวันอาทิตย์ นึกถึงครั้งที่บอกว่าจะโทรกลับ และเรื่องหลอดไฟที่ยายต้องทวงหลายครั้ง
“ผมไม่รู้ ผมไม่เคยถาม ตอนนี้ถามไม่ได้แล้ว”
เขานั่งอ่านประโยคที่ตัวเองพิมพ์อยู่พักหนึ่ง ก่อนส่งต่อไปว่า “พรุ่งนี้จะกลับไปบ้านยายอีก”
เย็นวันที่ยี่สิบเก้า เอื้อจุดตะเกียงแล้วเอาพัดมาวางไว้ที่หัวม้านั่ง เขาคว่ำโทรศัพท์ลง คนในซอยเห็นแสงไฟหน้าบ้านก็แวะเข้ามา บางคนรู้ข่าวขายบ้านแล้ว บางคนเพิ่งได้ยินจากคนที่เดินมาด้วยกัน
ภูมิใส่แจ็กเก็ตไรเดอร์ ยังมีเวลาก่อนเริ่มงานไม่มาก ขิมถือร่มติดมือมาแม้ฝนจะยังไม่ตก ลุงเสถียรเข็นรถเข็นให้ป้าน้อย พี่นกเดินตามมาอีกคน
เอื้อขยับให้ป้าจันทร์นั่ง แล้วถามว่าวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง
“ขายได้สามถาด ภูมิจะสอบเดือนมีนา ป้ากลัว”
เขาเกือบบอกว่าครั้งนี้คงผ่าน แต่ป้าพูดต่อเสียก่อนว่า ถึงจะรู้ว่าลูกเหนื่อยก็ยังอยากให้สอบผ่านอยู่ดี เอื้อจึงนั่งฟัง ถามว่าขนมที่เหลือจะเก็บขายพรุ่งนี้ได้ไหม ป้าส่ายหน้า แล้วหยิบกล่องออกมาแบ่งให้คนข้างๆ

ระหว่างนั้นขิมเห็นลุงเสถียรหยิบโทรศัพท์ขึ้นดู แต่ไม่รู้ว่าแกก็เคยคุยกับอ้อมกอด เสียงรถไฟกลบคำพูดไปพักหนึ่ง ทุกคนจึงรอให้ขบวนสุดท้ายผ่านก่อนคุยกันต่อ
ลุงมองม้านั่งแล้วถามว่าจะเอาไปไหน ป้าน้อยบอกว่าใต้ชายคาบ้านยังพอมีที่ แม้ตัวเองจะไม่ได้อยู่บ้านทุกคืน เอื้อโทรถามแม่ แม่อนุญาตให้ย้าย แต่กำชับอย่าเก็บของอย่างอื่นเพิ่ม เพราะคอนโดไม่มีที่แล้ว
ลุงกับภูมิจับม้านั่งคนละหัว ยกข้ามซอยไปบ้านป้าน้อย เอื้อหิ้วตะเกียงตามไป พอถึงกลางทางโทรศัพท์ภูมิก็เตือนรับงาน เขาขอวางพักแล้วให้เอื้อรับปลายม้านั่งต่อ เอื้อยกสูงเกินไป ลุงต้องบอกให้ลดลงอีกหน่อย
เมื่อวางเข้าที่ ภูมิก็รีบออกไปรับอาหาร ป้าจันทร์หิ้วตะกร้าเปล่ากลับบ้าน พี่นกช่วยแม่เก็บแก้วกาแฟ เอื้อยืนถือตะเกียงอยู่ข้างม้านั่ง ไม่รู้จะวางตรงไหน ป้าน้อยจึงขยับกระถางต้นไม้ให้ เขาค่อยๆ วางมันลงตรงที่เธอชี้
ข้อคิดท้ายบท
- เรื่องที่เอื้อสงสัยมาตั้งแต่เด็ก มีคนอีกคนเก็บไว้และเพิ่งได้เล่า
- ยายแบ่งทั้งเวลา แรง และพื้นที่ขายขนมให้ป้าจันทร์ สิ่งเหล่านั้นอยู่ต่อในงานที่ป้าทำทุกเช้า
- ม้านั่งย้ายมาถึงอีกบ้าน ส่วนคนที่ช่วยกันยกก็ยังต้องแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตัวเอง
จบเล่ม
การเดินทางของอ้อมกอด
ยังมีอีก 7 บทที่ยังอ่านไม่จบ
ชวนคิดต่อ
คนที่ฟังคุณเสมอ ครั้งสุดท้ายที่คุณถามว่าเขาเป็นยังไงคือเมื่อไหร่
แหล่งอ้างอิงของบทนี้ (1)
- Rumi, J. (n.d.). Masnavi-yi ma'navi, Book III, section 49: Ikhtilaf kardan dar chegunegi va shekl-e pil [The disagreement about the form of the elephant] (Persian original). Ganjoor. เทียบคำแปลอังกฤษของ E. H. Whinfield (1898), Masnavi I Ma'navi, Book III, Story V: The elephant in a dark room, Wikisource https://en.wikisource.org/wiki/Masnavi_I_Ma%27navi/Book_III เล่าความเป็นภาษาไทยตามฉบับแปลอังกฤษของ E. H. Whinfield โดยเทียบแหล่งต้นฉบับเปอร์เซียที่ระบุ ไม่ได้ยกคำแปลตรง ลิงก์
