บทที่ 4 จาก 4 · ราว 10 นาที
แล้วใครฟังคนฟัง
คนที่ฟังเก่งที่สุด มักตอบว่าก็ดีเร็วที่สุด
คืนวันอาทิตย์ 22.52 โทรศัพท์ของมายด์สั่นอยู่บนพื้นห้อง ข้างกองสมุดแบบฝึกหัดคณิต ป.4 ที่ยังไม่ได้ตรวจ 38 เล่ม หน้าจอขึ้นชื่อ “มิ้ว” เป็นสายที่ 4 ของคืนนั้น มายด์นั่งพิงขอบเตียงมองมันสั่นไปจนตัดเอง แล้วพิมพ์ไลน์หาน้องว่า “พี่หลับละ พรุ่งนี้นะ”

3 สายในคืนวันอาทิตย์
มายด์อายุ 32 เป็นครูอัตราจ้างสอน ป.4 ที่โรงเรียนเทศบาลแห่งหนึ่งในสมุทรปราการ เงินเดือน 15,000 บาท บวกค่าสอนพิเศษตอนเย็นอีกราว 3,000 ห้องเช่าเดือนละ 3,500 เธอสอบครูผู้ช่วยมาแล้ว 2 รอบ ไม่ติดทั้ง 2 รอบ เมื่อวันศุกร์ผู้อำนวยการเรียกไปบอกว่าสัญญาจ้างของเธอจะจบวันที่ 31 มีนาคม เพราะไม่มีงบ เธอยังไม่ได้บอกใคร ที่ผ่านมาเธอเป็นฝ่ายรับสายของคนอื่นจนไม่คุ้นกับการโทรไปเล่าเรื่องตัวเอง
สายแรกเข้ามาตอน 19.40 มิ้ว น้องสาวอายุ 26 ทะเลาะกับแฟนเรื่องเดิม คุยกัน 52 นาที สายที่ 2 เป็นไลน์คอลตอน 21.05 จากแม่ของน้องภูมิ นักเรียนในห้อง สามีไม่กลับบ้านมา 3 คืน ภูมิไม่ยอมไปโรงเรียน คุย 35 นาที สายที่ 3 ตอน 22.10 คือต่อ เพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยอายุ 33 ที่ถูกเลิกจ้างจากโรงงานชิ้นส่วนรถยนต์แถวบางพลีเมื่อ 2 เดือนก่อน หลังทำมา 9 ปี คุย 40 นาที เสียงต่อคืนนี้เมากว่าคืนก่อน
สายที่ 4
พอพิมพ์ว่าพี่หลับละเสร็จ มายด์ก็รู้สึกผิดทันที มิ้วไม่ได้ทำอะไรผิด แค่โทรมาตอนที่พี่ไม่เหลืออะไรจะให้แล้ว ห้องมืด มีแค่แสงจากโทรศัพท์ที่ยังอุ่นอยู่ในมือ คืนนั้นมีคน 3 คนเล่าเรื่องของตัวเองให้เธอฟังรวมกัน 127 นาที ตอนจะวางสาย ต่อบอกว่าขอบใจนะครู มายด์ตอบว่าเออ แล้วหันกลับมาหาสมุดเล่มแรกที่ยังตรวจไม่เสร็จ
มายด์ไม่อยากยอมรับความรู้สึกของตัวเองในตอนนั้น เธอโกรธน้องที่โทรมาเรื่องเดิมเป็นรอบที่ 10 โกรธเพื่อนที่เมาแล้วโทรมา แล้วก็อายที่โกรธคนที่กำลังลำบาก อีกด้านหนึ่ง เธอก็ชอบเป็นครูมายด์ใจดีที่ใครก็โทรหาได้ และกลัวอยู่เงียบๆ ว่าถ้าวันไหนเลิกฟัง อาจไม่มีใครโทรมาอีกเลย
ก่อนนอนเธอเปิดเฟซบุ๊ก เจอรูปเพื่อนร่วมรุ่นที่สอบบรรจุติดปีนี้ใส่ชุดปกติขาวยืนหน้าเสาธง มีคนกดใจ 312 คน มายด์กดใจเป็นคนที่ 313 แล้วคว่ำโทรศัพท์ลงบนอก นอนมองพัดลมเพดานจนเกือบตี 1
ฟังได้ถึง 3 ทุ่ม
วันจันทร์ 2 ทุ่ม มิ้วโทรมาอีก มายด์รับ แล้วพูดประโยคที่ซ้อมไว้ทั้งวัน “คืนนี้พี่ฟังได้ถึง 3 ทุ่มนะ หลังจากนั้นพี่ต้องตรวจการบ้าน” ปลายสายเงียบไป 2 วินาที แล้วมิ้วก็ตอบว่า “งั้นไม่เล่าละ” แล้ววางสายไป ครึ่งชั่วโมงต่อมามิ้วลงสตอรี่เป็นรูปท้องฟ้ามืดๆ ไม่มีแคปชัน มายด์เปิดรูปนั้นซ้ำ นิ้วค้างที่ช่องตอบกลับ
มายด์พิมพ์ว่าพี่ไม่ได้หมายความว่าไม่อยากฟัง แล้วลบ เกือบโทรกลับไปขอโทษ แต่สมุดที่เปิดอยู่ยังเป็นหน้าเดิม คืนวันอังคาร 20.15 มิ้วโทรมาใหม่ เล่าเรื่องแฟนอีกรอบ ทั้งคู่วางสายตอน 20.58 ก่อนเวลาที่บอกไว้ด้วยซ้ำ มิ้วพูดว่าถึงเวลาพี่แล้วนี่ มายด์ฟังไม่ออกว่าน้องยังโกรธอยู่ไหม
วันศุกร์มิ้วโทรตอน 21.20 มายด์ไม่รับ เธอโทรกลับตอนเที่ยงวันเสาร์ มิ้วติดงานอยู่จึงไม่ได้คุยกัน เรื่องแฟนของมิ้วยังไม่จบ และมีบางวันที่เวลาของทั้งคู่ไม่ตรงกัน
ห้องคุยกับผู้รับฟังในแอป Alljit ก็มีประตูแบบนี้ให้คนฟังเหมือนกัน คนที่เปิดสถานะพร้อมรับฟังปิดการคุยฝั่งตัวเองหรือปิดสถานะได้ทุกเมื่อ ในชีวิตจริง คนฟังก็ต้องมีเวลาหยุดพักเช่นกัน มายด์จึงบอกเวลาที่เธอฟังไหว แม้มิ้วจะยังไม่พอใจ
ห่วงเขา กับแบกเขา
นักวิจัย 2 คนเขียนสรุปไว้ว่า สิ่งที่เราเรียกรวมๆ ว่าเห็นใจมี 2 แบบ1 แบบแรกคือรู้สึกไปกับเขา โดยยังรู้ว่านั่นเป็นความรู้สึกของเขา ถ้าเส้นนี้เลือนไป ความทุกข์ของเขาจะกลายเป็นของหนักที่วนอยู่ในตัวเรา จนอยากถอยหนี และถ้าเป็นนานๆ ก็หมดแรง แบบที่ 2 คือห่วงเขาอย่างอบอุ่นและอยากช่วย โดยไม่ต้องแบกความทุกข์เดียวกันไว้เอง บทความนี้สรุปแนวคิด ไม่ใช่การทดลองใหม่
ตอนที่สายที่ 4 ดัง เรื่องของ 3 คนก่อนหน้ายังนั่งอยู่ในห้องกับมายด์ครบทุกคน เรื่องที่หนักที่สุดคือเรื่องของต่อ ตั้งแต่ตกงาน ต่อโทรมาเกือบทุกคืน ตอนแรกเป็นเบียร์ 2 กระป๋อง เดือนนี้เป็นเหล้าขาวครึ่งขวด ทุกคืนมายด์วางสายแล้วนอนคิดว่าตัวเองพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า
เรื่องที่หนักขึ้นทุกคืนแบบนี้ใหญ่เกินกว่าเพื่อนคนเดียวจะรับไหว ต่อควรได้คนที่ช่วยได้มากกว่า เช่น ครอบครัว หมอ หรือนักจิตวิทยา คืนวันอังคารมายด์จึงพูดสิ่งที่ไม่เคยกล้าพูด “ต่อ เราว่าพี่ชายแกควรรู้นะ ถ้าแกไม่กล้าบอกเอง เสาร์นี้เราไปด้วย” ต่อเงียบไปนาน แล้วบอกว่า “ขอคิดก่อน” ยังไม่ได้ตอบตกลง แต่ก็ไม่ได้วางสายหนี คืนนั้นมายด์นอนหลับโดยไม่ได้ไล่ทวนว่าตัวเองพูดผิดตรงไหน
คืนวันพุธ
20.40 ฝนโทรมา ฝนเป็นรูมเมตสมัยมหาวิทยาลัย คนที่มายด์เคยนั่งฟังเรื่องโดนข้ามตำแหน่งจนข้าวต้มเย็นทั้งชาม คืนนี้ฝนบ่นเรื่องหัวหน้าใหม่อยู่ราว 20 นาที แล้วหยุดกลางประโยค “เดี๋ยว แล้วแกล่ะ เป็นไงบ้าง”
“ก็ดี” มายด์ตอบเร็วจนตัวเองยังตกใจ คำนี้หลุดออกมาเอง เหมือนเวลามีคนถามว่ากินข้าวยัง
มายด์เปิดสมุดเล่มที่กำลังตรวจค้างไว้ ฝนถามว่าเมื่อกี้พูดเรื่องหัวหน้าฟังรู้เรื่องป่าว มายด์ตอบว่ารู้ แต่บอกไม่ได้ว่าหัวหน้าพูดประโยคสุดท้ายว่าอะไร เธอวางปากกาบนสมุดแล้วกลับมาจับโทรศัพท์
ฝนไม่ได้พูดอะไรต่อ สายเงียบอยู่ครู่หนึ่ง แล้วมายด์ก็พูดประโยคที่ 2 “เทอมหน้าเราไม่มีงานแล้วนะ” ฝนเงียบไปอีก แล้วหลุดออกมาว่า “ก็บอกแล้วให้ลองสมัครเอกชนตั้งแต่ปีที่แล้ว…” พูดยังไม่ทันจบก็หยุดเอง “เฮ้ย ขอโทษ ก็บอกแล้ว เหมือนแม่เราเป๊ะ เล่าต่อ”
ทั้งคู่หัวเราะออกมาพร้อมกัน แล้วมายด์ก็เล่า เรื่องสัญญาจ้าง เรื่องสอบที่ไม่ติด เรื่องที่โกรธน้องแล้วอายที่โกรธ ตอนเล่าถึงวันที่ผู้อำนวยการเรียกไปบอก เสียงเธอสั่นจนต้องหยุด ฝนไม่ได้รีบพูดอะไรแทรก รอจนเธอพูดต่อเอง สายนั้นยาว 1 ชั่วโมง 20 นาที ไม่มีอะไรถูกแก้ สัญญายังจบวันที่ 31 มีนาคมเหมือนเดิม

ผลัดกันฟัง
นักวิจัยกลุ่มหนึ่งศึกษาวงฝึกฟังในบริษัท 2 แห่งที่อิสราเอล พนักงานนั่งล้อมวง ส่งของชิ้นหนึ่งเวียนไป ใครถือคนนั้นพูด คนอื่นฟังโดยไม่แนะนำและไม่ตัดสิน2 คนที่ได้เข้าวงรู้สึกผูกพันกับเพื่อนร่วมงานมากขึ้น และหมดไฟน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้เข้า ทั้งตอนเพิ่งจบและราว 3 สัปดาห์ต่อมา งานนี้กลุ่มเล็ก ไม่ได้สุ่มทีละคน วัดจากแบบสอบถาม และยังแยกไม่ออกว่าผลดีมาจากการได้ฟัง หรือจากการได้มีคนฟัง
มายด์เคยตั้งใจว่าจะโทรหาฝนตั้งแต่วันศุกร์ที่ผู้อำนวยการเรียกไป พอเปิดแชตก็เห็นข้อความเก่าเรื่องหัวหน้าใหม่ แล้วปิดกลับ วันพุธนี้ฝนเองก็เกือบคุยเรื่องงานต่อจนวางสาย ถ้าไม่ถามว่าแล้วแกล่ะ มายด์คงตรวจสมุดไปด้วยจนหมดเวลา
หลังวางสายฝน มายด์เปิดแอปโน้ตในโทรศัพท์ พิมพ์ 3 บรรทัดที่ไม่ได้ส่งให้ใคร กลัวไม่มีงาน โกรธที่ไม่มีใครถาม อายที่โกรธ แล้วตรวจสมุดได้ 12 เล่ม เหลืออีก 26 ไว้ตรวจตอนเช้า คืนวันอาทิตย์ถัดมา 21.00 เธอทักมิ้วไปก่อน “คืนนี้พี่ว่างถึง 4 ทุ่มนะ” แล้วส่งข้อความหาฝนอีกแชต ถามว่าเสาร์หน้าว่างไหม เธอต้องเตรียมใบสมัครงาน และอยากให้มีคนนั่งอยู่ด้วย
จุดสำคัญของบทนี้
- มายด์บอกเวลาที่ฟังได้ น้องยังงอนและบางวันก็ไม่ได้คุยกัน
- เรื่องดื่มหนักขึ้นของต่อใหญ่เกินกว่ามายด์จะรับไว้คนเดียว เธอชวนให้พี่ชายของเขารู้เรื่อง
- สัญญาจ้างยังจบวันเดิม มายด์เริ่มบอกฝนและขอให้ช่วยอยู่ด้วยตอนเตรียมหางาน
จบเล่ม
ผู้รับฟัง ได้เหมือนให้
ยังมีอีก 3 บทที่ยังอ่านไม่จบ
คำถามท้ายบท
“คนที่โทรหาคุณบ่อยที่สุด ครั้งล่าสุดที่คุณเล่าเรื่องตัวเองให้เขาฟังคือเมื่อไหร่”
คำตอบเก็บไว้ในเครื่องหรือบัญชีของคุณ ไม่ส่งให้ AI อ่าน
แหล่งอ้างอิงของบทนี้ (2)
- Singer, T., & Klimecki, O. M. (2014). Empathy and compassion. Current Biology, 24(18), R875-R878. (ใช้ในบทที่สี่: แนวคิดที่แยกการรู้สึกร่วมไปกับเขา ออกจากความเมตตาที่ห่วงใยโดยไม่ต้องแบกความทุกข์เดียวกัน เป็นบทความสรุปแนวคิด ไม่ใช่งานทดลองใหม่ ถอดความ ไม่ได้ยกคำพูดตรง) ลิงก์
- Itzchakov, G., Weinstein, N., & Cheshin, A. (2023). Learning to listen: Downstream effects of listening training on employees' relatedness, burnout, and turnover intentions. Human Resource Management, 62(4), 565-580. (ใช้ในบทที่สี่: การศึกษาสองชิ้นในบริษัทสองแห่งที่อิสราเอล (บริษัทไฮเทคและบริษัทประกันภัย) ใช้วงฟังที่ส่งของชิ้นหนึ่งเวียนกัน ผู้ถือเป็นผู้พูด คนอื่นฟังโดยไม่ให้คำแนะนำหรือคำตัดสิน พนักงานที่เข้าวงฝึกผลัดกันเล่าผลัดกันฟังรายงานว่ารู้สึกผูกพันกับเพื่อนร่วมงานมากขึ้นและเหนื่อยล้าจากงานน้อยลง ข้อจำกัด: กลุ่มเล็ก ไม่ได้สุ่มรายคน ตอบแบบสอบถามเอง ติดตามไม่กี่สัปดาห์ และแยกไม่ออกว่าผลมาจากการได้ฟังหรือการได้รับการฟัง ถอดความ ไม่ได้ยกคำพูดตรง) ลิงก์
