บทที่ 4 จาก 8 · ราว 5 นาที
คนที่ตอบว่าอะไรก็ได้
9 ปีที่ตั้มตอบว่าอะไรก็ได้ จนไม่มีใครรู้ว่าเขาชอบกินอะไร รวมทั้งตัวเขาเอง
บ่าย 3 โมง 40 วันพฤหัส สายที่ถูกส่งต่อขึ้นมาถึงตั้มเป็นลูกค้าที่เน็ตบ้านล่มมา 2 วัน ประโยคแรกที่ได้ยินคือคำด่าถึงแม่ของเขา ตั้มตอบด้วยเสียงนุ่มระดับเดียวกับที่ใช้มาทั้งวัน “ต้องขออภัยในความไม่สะดวกครับ คุณลูกค้า”
ใต้โต๊ะ มือซ้ายของเขาสั่นจนต้องกดไว้กับเข่า สายนั้นจบที่ 6 นาที 40 วินาที เกินเป้า 5 นาทีของทีม ตอนพักเบรก 4 โมง เขาเลียนเสียงลูกค้าคนนั้นให้ลูกทีมฟัง ทุกคนหัวเราะลั่น ตั้มหัวเราะดังที่สุด

อะไรก็ได้ 9 ปี
ตั้มอายุ 37 เป็นหัวหน้าทีมคอลเซ็นเตอร์ของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตแถวแจ้งวัฒนะ ดูแลลูกทีม 14 คน คืนวันศุกร์ 3 ทุ่ม ปุ๊ก ภรรยาวัย 35 ที่ทำงานเคาน์เตอร์คลินิกทำฟัน ถามขึ้นมาจากโซฟาโดยไม่เงยหน้าจากโทรศัพท์ “พรุ่งนี้อยากกินอะไร”
“อะไรก็ได้”
ปุ๊กวางโทรศัพท์ลงบนตัก “9 ปีนะ ฉันยังไม่รู้เลยว่าเธอชอบกินอะไร เดือนก่อนหมูกระทะร้านนั้นไม่อร่อย เธอยังบอกว่า ก็เธอเลือกเองนี่ ฉันเหนื่อยเลือกแทนเธอแล้ว”
ตั้มนึกชื่อร้านที่อยากกินได้ แต่ไม่พูด พอพูดตอนนี้ก็เหมือนต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาเขาปล่อยให้ปุ๊กเลือกทั้งที่มีคำตอบอยู่แล้ว ภรรยาเป็นคนตัดสินใจตั้งแต่อาหารจนถึงโรงเรียนของลูกวัย 6 ขวบ เขาเคยเรียกตัวเองว่าอยู่ด้วยง่าย คืนนั้นปุ๊กนอนหันหลังให้ คืนต่อมาก็ยังหันหลังเหมือนเดิม
5 ทุ่ม ตั้มล้างหน้าที่อ่างในครัว เพราะไม่อยากเดินผ่านห้องนอนไปใช้ห้องน้ำ น้ำยังเกาะเต็มหน้าตอนที่เขารู้ตัวว่าแก้มยังยกค้างอยู่ เป็นรอยยิ้มแบบที่ใช้รับสายมาทั้งวัน ทั้งที่ในครัวไม่มีใครเลย

หน้าที่ใช้ทำงาน กับคนข้างใต้
วินนิคอตต์มองว่าหน้าสุภาพช่วยอยู่กับผู้คนได้ ปัญหาคือเมื่อชีวิตเหลือแต่บทที่เล่นจนรู้สึกไม่ใช่ของตัวเอง1 น้ำเสียงทำงานของตั้มไม่ได้บอกว่าเขาว่างเปล่า ปุ๊กถามเรื่องที่เฉพาะกว่า เขาจะช่วยเลือกและรับผลด้วยไหม
หน้าแบบนี้เริ่มตั้งแต่ตั้มอายุ 12 ปีที่พ่อแม่แยกทางกัน แม่ทำงาน 2 กะ กลับถึงบ้านเหนื่อยจนพูดไม่ออก ตั้มบอกว่ากินอะไรก็ได้ ทั้งที่ไม่ชอบผัดแตงกวา แม่เลยซื้อผัดแตงกวากลับมาซ้ำ พอเขาบอกในครั้งหนึ่ง แม่ถามว่าทำไมไม่บอกตั้งแต่แรก ตั้มไม่รู้จะตอบอย่างไร
คีร์เคอกอร์เปรียบว่าเสียแขน ขา เงิน หรือเมีย ใครก็รู้ แต่เสียตัวเองได้เงียบจนเหมือนไม่มีอะไรหาย2 ยังไม่ต้องสรุปว่าตั้มเสียตัวเอง เขามีทั้งสิ่งที่ชอบและเรื่องที่ไม่อยากรับผิดชอบ ปุ๊กต้องได้ยินว่าส่วนไหนเป็นอะไร
กะเพราหมูสับไข่ดาว
เที่ยงวันเสาร์ ตั้มบอกปุ๊กว่าวันนี้เขาเลือกเอง แล้วขับวนอยู่ 2 รอบ ก่อนจอดที่ร้านตามสั่งปากซอย ยืนหน้าตู้กระจกนานจนแม่ค้าถามรอบที่ 2 ว่า “เอาอะไรดีจ๊ะ” สุดท้ายเขาสั่งกะเพราหมูสับไข่ดาว จานที่กินที่ทำงานเกือบทุกวันเพราะทำเร็วที่สุด

ตอนนั่งลง เขาบอกปุ๊กตรงๆ ว่าไม่รู้ว่าที่สั่งเพราะชอบ หรือเพราะมันเร็ว ปุ๊กหัวเราะออกมาครั้งแรกในสัปดาห์นั้น จนต้องเอามือปิดปาก แล้วตักไข่ดาวของเขาไปครึ่งฟอง พอกลับบ้าน ปุ๊กยื่นใบสมัครโรงเรียนให้ช่วยอ่าน ตั้มเกือบตอบว่าที่ไหนก็ได้ แล้วบอกว่าจะดูค่าเดินทางด้วย เย็นนั้นเขาพบว่าร้านข้าวเลือกง่ายกว่าโรงเรียนมาก ต้องโทรถามข้อมูลเองก่อนตอบ
ตั้มจดคำถามไว้ด้านหลังใบสมัคร ปุ๊กบอกว่าพรุ่งนี้เธอไม่ว่างโทร เขาจึงขอเบอร์โรงเรียนไว้โทรเอง แทนที่จะยกให้เธอเป็นคนตัดสินใจอีก
จุดสำคัญของบทนี้
- ตั้มมีสิ่งที่ชอบอยู่แล้ว แต่ยังต้องช่วยปุ๊กหาข้อมูลและรับผลของการเลือก
จบบทที่ 4
คนที่ตอบว่าอะไรก็ได้
คำถามท้ายบท
“ครั้งล่าสุดที่คุณตอบว่าอะไรก็ได้ ถ้าต้องเลือกจริง คุณจะเลือกอะไร”
คำตอบเก็บไว้ในเครื่องหรือบัญชีของคุณ ไม่ส่งให้ AI อ่าน
แหล่งอ้างอิงของบทนี้ (2)
- Winnicott, D. W. (1965). Ego distortion in terms of true and false self [1960]. In The maturational processes and the facilitating environment (pp. 140–152). Hogarth Press. https://doi.org/10.4324/9780429482410-12 ในเล่มถอดความด้วยถ้อยคำของเราเอง ไม่ได้ยกคำพูดมา (paraphrase, not quoted). ลิงก์
- Kierkegaard, S. [Anti-Climacus]. (1849). Sygdommen til Døden, Part One, C.B.a. Søren Kierkegaards Skrifter, vol. 11. Det Kgl. Bibliotek (Danish text). ถ้อยคำไทยในเล่มแปลเองจากต้นฉบับภาษาเดนมาร์ก (our rendering). ลิงก์
