

การเดินทางของอ้อมกอด
The Listening Bench
นิยายของคนในซอยริมทางรถไฟ กับเรื่องที่ยังไม่มีโอกาสเล่าให้กันฟัง
ทีม Alljit
ฉบับพิเศษ
หนังสือ · Alljit
นิยายเล่มนี้เป็นเรื่องแต่ง ตัวละคร สถานที่ เหตุการณ์ และบทสนทนาสมมติขึ้นทั้งหมด ไม่ได้นำเรื่องหรือข้อความของผู้ใช้จริงมาเล่า ผู้สร้าง ยายผิน และซอยริมทางรถไฟก็เป็นตัวละครและสถานที่ในนิยาย อ้อมกอดในเรื่องเป็นปัญญาประดิษฐ์ รับรู้เฉพาะสิ่งที่ตัวละครพิมพ์เล่า มองไม่เห็นสิ่งที่เกิดนอกจอ และเดินทางไปช่วยหรือทำธุระแทนใครไม่ได้ ส่วนแนวคิดของนักคิดที่กล่าวถึงมีแหล่งอ้างอิงกำกับไว้
- เผยแพร่ครั้งแรก 30 กันยายน 2569 · ปรับปรุงล่าสุด 18 ตุลาคม 2569
- เขียนและเรียบเรียงโดย ทีม Alljit
- แหล่งอ้างอิง 8 รายการ ดูได้ที่หน้ารายละเอียดหนังสือ
- ภาพปกและภาพประกอบสร้างด้วย AI สำหรับหนังสือเล่มนี้
คำนำ
ลุงเสถียรพูดสั้นจนคนในซอยไม่อยากทัก พี่นกกลับจากออฟฟิศตรงเวลาทุกวัน ภูมินอนอยู่ในห้องจนเที่ยง คนรอบตัวมีคำเรียกให้พวกเขา แต่ยังไม่รู้ว่าใครรีบพาแม่ไปโรงพยาบาล หรือใครเพิ่งกลับจากงานกะดึก
ยายผินเคยนั่งฟังเรื่องของคนในซอยบนม้านั่งหน้าบ้าน เอื้อหลานชายเติบโตมากับภาพนั้น เมื่อยายจากไป เขาจึงลองสร้างแอปที่ชื่ออ้อมกอดขึ้นมา หวังให้คนที่ยังไม่มีใครฟังได้มีที่เล่า แต่ยิ่งลงมือทำ เขาก็ยิ่งต้องนึกถึงสิ่งที่ยายทำให้คนอื่น ซึ่งแอปของเขาทำแทนไม่ได้
หลังคุยกับอ้อมกอด ทุกคนยังต้องกลับไปคุยกับคนที่บ้านหรือที่ทำงาน บางคนไม่พร้อมบอกความจริง บางคนได้ฟังคำขอโทษแล้วแต่ยังเจ็บอยู่ ไม่มีใครรู้จักอีกคนทั้งหมดจากบทสนทนาครั้งเดียว
นิยายทั้งแปดบทพาเดินไปตามบ้านในซอยเดียวกัน จะเริ่มจากเรื่องที่สนใจก็ได้ แต่ถ้าอ่านตั้งแต่ต้นจะได้รู้จักคนที่เดินผ่านกัน และกลับไปพบผู้หญิงคนหนึ่งที่เอื้อเห็นลุกจากม้านั่งเมื่อยังเป็นเด็ก เรื่องของเธอยังไม่จบในคืนนั้น แม้เขาจะจำได้เพียงเท่านั้น
ทีม Alljit30 กันยายน 2569
สารบัญ
ทุกคนที่มาถึงม้านั่งนี้ เดินมาไกลกว่าที่เราเห็น
— ยายผิน

บทที่ 1 จาก 8 · ราว 7 นาที
ม้านั่งหน้าบ้านยายผิน
ผู้หญิงคนสุดท้ายในแถวลุกกลับไปก่อนถึงคิว เด็กชายวัย 9 ขวบเห็น แต่ไม่ได้เรียก
พอรถไฟขบวนสองทุ่มผ่านไป คนในซอยก็เริ่มทยอยมาที่บ้านยายผิน บางคนเดินมาทั้งชุดทำงาน บางคนแวะกลับไปเก็บกับข้าวก่อน แล้วค่อยมานั่งรอใต้ต้นมะขามหน้าบ้าน
ปีนั้นคือปี 2542 โรงงานกับไซต์ก่อสร้างแถวนี้ปิดไปหลายแห่ง คนที่เคยเดินสวนกันตอนเช้ากลับมีเวลานั่งอยู่บ้านทั้งวัน ยายผินอายุเจ็ดสิบแล้ว ตื่นแต่เช้ามืดทำขนมไปขาย พอตกค่ำก็ยกตะเกียงออกมาตั้ง เพราะไฟทางหน้าบ้านเสียมานาน ม้านั่งไม้สักใต้ต้นมะขามนั่งเบียดกันได้หกคน ใครมาไม่ทันที่นั่งก็อาศัยขั้นบันไดหรือยืนพิงรั้ว
ยายเอาป้ายกระดาษเปล่ามาร้อยเชือก แขวนไว้กับตะปูบนลำต้นในระดับที่หยิบถึง คนที่ยังรอคุยให้ถือป้ายไว้ พอเล่าจบจึงเอาไปผูกกับกิ่งไม้ข้างม้านั่งที่เอื้อมถึง ยายจะได้รู้ว่าใครยังไม่ได้เล่า บางคืนมีป้ายผูกเรียงกันจนแทบมองไม่เห็นเปลือกไม้

“ทำไมไม่เขียนเลขล่ะยาย” เอื้อถาม เขาอายุเก้าขวบ ชอบมานั่งตบยุงอยู่บนขั้นบันไดระหว่างรอยายเข้าบ้าน
“ไปดูสิ ปากกาในลิ้นชักยังเขียนติดไหม”
เอื้อวิ่งเข้าไปหาอยู่พักหนึ่ง มีแต่ด้ามที่หมึกแห้ง พอกลับออกมายายก็โบกมือ บอกว่าไม่ต้องแล้ว
“ใครถือป้ายอยู่ ยายก็รู้ว่ายังรอ เอ็งนั่งตรงนี้ อย่าไปเอาของเขามาเล่น”
ยายมีกฎอยู่สองข้อ ข้อแรก “ทุกคนที่มาถึงม้านั่งนี้ เดินมาไกลกว่าที่เราเห็น” ข้อที่สอง เรื่องที่เล่าบนม้านั่งไม่ออกไปจากม้านั่ง เอื้อจำได้ขึ้นใจ ทั้งที่ตอนนั้นยังไม่ค่อยเข้าใจข้อแรกนัก
เวลามีคนเล่า ยายจะฟังไปโบกพัดไล่ยุงไป บางทีก็เอื้อมมือตบหลังเขาเบาๆ แต่ยายไม่ได้ฟังจนจบทุกเรื่องในคราวเดียว บางคืนต้องลุกไปต้มน้ำ บางครั้งก็ถามแทรกว่ากินข้าวมาหรือยัง คนเล่าจึงหยุด ก่อนจะค่อยๆ เริ่มใหม่เมื่อยายกลับมานั่ง
“แล้วยายไม่เหนื่อยเหรอ” เอื้อเคยถาม
ยายลูบหัวเขาแทนคำตอบ “ง่วงหรือยังลูก”
เขาเอนตัวพิงยาย ไม่นานก็หลับไป กว่าจะนึกได้ว่ายายยังไม่ได้ตอบก็เช้าแล้ว

คืนที่เอื้อจำได้แม่นที่สุด มีคนมารอมากกว่าทุกคืน ยายกำลังคุยกับคนงานจากไซต์คอนโดที่หยุดสร้าง เขาพูดอยู่หลายรอบว่าค่าบ้านงวดหน้าจะเอาที่ไหนมาจ่าย ยายยังไม่ได้ตอบ เขาก็เริ่มเล่าเรื่องคนคุมงานที่หายไปพร้อมเงิน
ที่ปลายม้านั่งมีผู้หญิงคนหนึ่งนั่งก้มหน้า ท้องของเธอเริ่มนูน ตะกร้าใบเล็กวางอยู่ข้างเท้า มือกำป้ายกระดาษไว้แน่น เอื้อเห็นเธอมองตะเกียงอยู่บ่อยๆ
เขานับคนที่ยังถือป้าย เหลือห้าคน สี่คน แล้วก็สามคน น้ำมันในตะเกียงลดลงเรื่อยๆ พอเหลือคนรออยู่สองคน เปลวไฟก็หรี่ลง ผู้หญิงคนนั้นลุกขึ้น หยิบตะกร้า แล้วเดินไปทางท้ายซอย เธอยังถือป้ายอยู่ ไม่ได้เอาไปผูกกับกิ่งไม้

เอื้อขยับปากจะเรียก แต่ไม่รู้ว่าควรเรียกพี่หรือน้า พอตัดสินใจได้ เธอก็เดินพ้นแสงตะเกียงไปแล้ว
เขาเอาตะปูที่เก็บได้มาขูดม้านั่งตรงที่เธอเคยนั่ง ขูดอยู่จนยายหันมาเห็นและไล่ให้เข้านอน คืนนั้นเขาไม่ได้ถามยายว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร
ยี่สิบเจ็ดปีต่อมา เอื้ออายุสามสิบหก เขาทำงานเขียนแอปให้ธนาคารและยังผ่อนคอนโดอยู่ทุกเดือน ส่วนงานที่ทำตอนกลางคืนไม่มีใครจ้าง เขาอยากสร้างแอปสำหรับคนที่มีเรื่องจะเล่า แต่ยังไม่รู้ว่าจะเล่าให้ใครฟัง
ในปีสุดท้ายของชีวิตยาย ยายโทรหาเขาทุกเย็นวันอาทิตย์ เอื้อรับสายบ้าง บอกว่าจะโทรกลับบ้าง ครั้งหนึ่งเขากำลังจะออกไปกินข้าวกับเพื่อน กว่าจะกลับถึงห้องก็เกือบเที่ยงคืน เขาคิดว่าเอาไว้พรุ่งนี้ ยายเป็นฝ่ายโทรมาก่อนในวันรุ่งขึ้น ถามว่ากินข้าวหรือยัง ไม่มีคำถามเรื่องที่เขาไม่ได้โทรกลับ
ระหว่างทำแอป เอื้ออ่านงานของนักจิตบำบัดที่กล่าวถึงการฟังอย่างจริงใจ การยอมรับอีกฝ่าย และความพยายามเข้าใจจากมุมของคนนั้น1 เขาขีดเส้นใต้ไว้หลายบรรทัด ข้างหน้าต่างที่เปิดบทความ มีแชตเก่าของยายถามว่าซื้อหลอดไฟมาให้หรือยัง เขาเคยตอบไปว่าว่างแล้วจะเอาไปให้
เอื้อจดกติกาที่เคยได้ยินยายบอกไว้บนกระดาษข้างจอ แล้วเขียนเพิ่มอีกข้อว่า แอปไม่มีแขน อย่าให้มันพูดเหมือนยื่นมือไปช่วยใครได้ เขาตั้งชื่อแอปว่าอ้อมกอด เพราะนึกถึงแขนของยายที่เขาเคยเอนพิงจนหลับ ชื่อนั้นทำให้เขาชอบใจ และยิ่งต้องเตือนตัวเองให้ชัดว่าแอปทำอะไรได้เพียงไหน

ข้อความแรกๆ ที่ส่งเข้ามามาจากเด็กคนหนึ่ง เด็กคนนั้นถามว่า “เธอเป็นนางฟ้าใช่ไหม”
“อ้อมเป็นปัญญาประดิษฐ์ค่ะ” แอปตอบ “พิมพ์เล่ามาได้เลย อ้อมอ่านอยู่”
เอื้ออ่านคำตอบนั้นซ้ำ ก่อนวางกระดาษกลับไว้ข้างจอ เขายังไม่รู้ว่าเรื่องของคนในซอยจะค่อยๆ เดินทางมาถึงแอปนี้ และมีเรื่องหนึ่งที่เขาเองรอฟังมานานโดยไม่รู้ตัว
ข้อคิดท้ายบท
- เอื้อจำผู้หญิงที่เดินจากม้านั่งได้ แต่ยังไม่รู้ว่าเรื่องของเธอเป็นอย่างไรต่อ
- ยายมีทั้งคนที่รอให้ฟัง งานขายขนม และความเหนื่อยที่หลานไม่เคยได้คำตอบ
- ชื่ออ้อมกอดมาจากยาย ส่วนสิ่งที่แอปทำได้ เอื้อต้องกำหนดขึ้นใหม่
จบบทที่ 1
ม้านั่งหน้าบ้านยายผิน
ชวนคิดต่อ
ใครในชีวิตคุณ ที่อาจยังรอคิวเล่าเรื่องให้คุณฟัง
แหล่งอ้างอิงของบทนี้ (1)
- Rogers, C. R. (1957). The necessary and sufficient conditions of therapeutic personality change. Journal of Consulting Psychology, 21(2), 95–103. https://doi.org/10.1037/h0045357 ถอดความแนวคิดเป็นคำของเราเอง ไม่ได้ยกคำพูดตรง (Rogers ถึงแก่กรรม 1987) ลิงก์
