บทที่ 4 จาก 8 · ราว 6 นาที
“เด็กใจดำ” ต้น
ผู้ใหญ่นั่งนับซองและถามกันว่าใครจะเอาต้นไป ต้นพับเก้าอี้อยู่หลังศาลา ตาแห้งสนิท
ถ้าตอนนี้ยังไม่พร้อม พักไว้ก่อนได้เสมอ
คืนสุดท้ายของงานศพยายเพียร ญาติห้าคนนั่งนับเงินในซองอยู่ใต้ไฟนีออน ต้นยืนพับเก้าอี้หลังศาลา พอซ้อนตัวหนึ่งเสร็จก็หยิบตัวถัดไป จัดขาให้เข้ากันอย่างระวัง
เงินในซองรวมได้ 86,000 บาท ค่าศาลากับโลงจ่ายไปแล้ว 120,000 ลุงคนโตบอกว่าคงต้องขายบ้าน แล้วค่อยแบ่งเงินกันสามส่วน ไม่มีใครทักท้วงอยู่พักใหญ่ ก่อนป้าสะใภ้จะถามขึ้น
“แล้วต้นล่ะ ใครเอา”
ต้นอายุสิบหก อยู่กับยายมาตั้งแต่พ่อมีครอบครัวใหม่ แม่ไปทำงานที่ไต้หวัน สัญญายังเหลืออีกสองปี ลุงโทรหาพ่อของต้นที่ชลบุรี เปิดลำโพงให้ทุกคนฟัง คำตอบจากปลายสายคือ “ตอนนี้ยังไม่สะดวก” มีเสียงเด็กเล็กร้องแทรกมา

ตลอดเจ็ดคืน ต้นล้างแก้ว ขนน้ำแข็ง และเก็บเก้าอี้ ไม่ได้ร้องไห้ให้ใครเห็น น้าเพ็ญขาดงานสองกะมาช่วยงานศพ คืนหนึ่งเธอมองหลานแล้วพูดดังพอให้เขาได้ยินว่า “เด็กใจดำ ยายเลี้ยงมากับมือ น้ำตาสักหยดก็ไม่มี”
ต้นก้มพับเก้าอี้ต่อ เขาไม่รู้ว่าถ้าหยุดทำงานแล้วจะไปนั่งตรงไหน
คืนนั้นเขานอนในห้องยาย เปิดอ้อมกอดคุยเรื่องเกมเหมือนที่เคยทำ แล้วแทรกเรื่องของตัวเองลงไปกลางข้อความ
“น้าว่าผมใจดำ ก็คงจริงแหละ ไม่รู้สึกไรเลย ว่าแต่บอสด่าน 3 ใช้ไรดี”
อ้อมกอดเริ่มเล่าแนวคิดของนักปราชญ์จีน เรื่องคนเห็นเด็กกำลังจะตกบ่อแล้วตกใจโดยไม่ได้คิดจะเอาหน้ากับใคร1 ต้นเลื่อนอ่านข้อความหาชื่อบอส แต่ไม่มี
“พูดเหมือนครูสังคมเลย ตกลงบอสใช้ไร”
“อ้อมขอโทษค่ะ ตอบเรื่องที่ต้นถามก่อนนะ”
แอปจึงกลับมาตอบเรื่องเกม ต้นเล่นต่อจนดึก ไม่ได้เล่าเรื่องน้าอีก
อีกหลายคืนต่อมา ต้นเบื่อด่านที่เล่นค้างอยู่ เขาเปลี่ยนมาสร้างบ้านในเกม แล้วเล่าให้อ้อมกอดฟังว่าต้องวางอะไรตรงไหน หลังคาต้องเป็นสังกะสีเก่า ข้างบันไดมีตุ่มน้ำ บนชานวางโต๊ะเตี้ยกับแก้วสองใบ ที่สำคัญคือรองเท้าแตะหน้าประตูต้องหันหัวออก

“บ้านนี้เหมือนบ้านใครคะ”
“ยาย”
เขาส่งตามไปอีกบรรทัด “บ้านจริงเขาจะขายแล้ว”
คืนถัดมา ต้นเปิดแอปโดยไม่มีเรื่องเกมนำหน้า เขาพิมพ์ยาวที่สุดตั้งแต่เคยคุยกัน
“ผมล้างแก้วทุกคืน ยกน้ำแข็ง พับเก้าอี้ ให้เขาเห็นว่าผมไม่เป็นภาระ ร้องไห้ไม่ได้ดิ ร้องแล้วใครจะเอา”
อ้อมกอดถามว่า “ตอนนี้มีผู้ใหญ่คนไหนที่ต้นพอจะถามได้ไหมคะ ว่าหลังจากขายบ้านแล้วต้นจะไปอยู่ที่ไหน”
“น้าเพ็ญ แต่น้าไม่ชอบผม”
ต้นวางโทรศัพท์ มองประตูห้อง ตอนอายุสิบสอง พ่อเคยมาส่งเขาที่ปากซอยโดยไม่ดับเครื่อง บอกให้เดินเข้ามาเอง เขาสะพายเป้เดินตามทางจนเห็นแสงไฟบ้านยาย ยายรออยู่หน้าประตู คำแรกที่ถามคือกินข้าวมาหรือยัง วันนั้นเขาไม่ต้องคิดว่าจะมีใครรับไว้ไหม

เช้าที่ญาตินัดมาขนของ ต้นตื่นก่อนทุกคน เข้าครัวตอกไข่สามฟอง หั่นหอมแดงใส่เยอะอย่างที่ยายชอบ พอเทไข่ลงน้ำมัน กลิ่นก็ลอยไปถึงห้องที่น้าเพ็ญนอน
น้าเดินมาหยุดที่ประตู “กลิ่นเดียวกับที่แม่ทำให้น้ากินตอนเด็กเลย” เธอหยิบมีดมาหั่นหอมเพิ่มข้างๆ เขา
ต้นมองไข่ในกระทะอยู่พักหนึ่ง ก่อนถามโดยไม่หันหน้า
“น้า เดือนหน้าผมนอนไหน”
มือที่หั่นหอมหยุดลง น้าเพ็ญบอกว่าห้องเช่ามีห้องเดียว เดือนละ 2,800 บาท เธอทำโอทีถึงสองทุ่ม กลางวันไม่มีคนอยู่ ต้นตอบว่าเขาอยู่ได้
น้าวางมีด หยิบโทรศัพท์โทรหาลุงคนโต คุยเรื่องค่าเดินทางกับค่าเทอม ต้นได้ยินคำตอบไม่ชัดนัก ได้แต่ยืนฟังอยู่ข้างเตา พอวางสาย น้าบอกให้ไปอยู่ด้วยกันก่อน ช่วงปิดเทอมค่อยช่วยกันหาโรงเรียน
“แล้วพ่อรู้ยัง”
“เดี๋ยวน้าโทรให้ แม่เราด้วย ต้องคุยกันว่าจะเอายังไงต่อ”
ต้นกลับไปจับตะหลิว ตอนนั้นเองน้าเพ็ญจึงพูดขึ้นว่า “น้าขอโทษนะ ที่ว่าหนูใจดำ”
ไข่ไหม้ไปแล้วครึ่งแผ่น ต้นกะพริบตา น้ำตากลับไหลลงมา เขารีบบอกว่าควันเข้าตา น้าเอื้อมไปปิดเตา เลื่อนจานเข้ามาให้ เขาตักส่วนที่ยังไม่ไหม้ใส่จานโดยไม่เงยหน้ามองเธอ

หลังปิดเทอม ต้นย้ายไปอยู่ห้องเช่าของน้าที่นวนคร ห่างจากซอยเดิมหลายสิบกิโลเมตร เขาต้องเปลี่ยนโรงเรียนและหัดกลับห้องเองในวันที่น้าทำโอที บ้านยายขายไปในเดือนต่อมา ส่วนบ้านในเกมยังอยู่ เขายังเปิดเข้าไปจัดของบ้าง รองเท้าหน้าประตูคู่นั้นวางหันหัวออกเหมือนเดิม
ข้อคิดท้ายบท
- ที่ต้นทำงานไม่หยุดในคืนงานศพ มีคำถามเรื่องที่อยู่ของตัวเองรวมอยู่ด้วย
- น้าเพ็ญไม่ได้มีห้องกว้างขึ้น แต่เธอบอกชัดแล้วว่าเขาไปอยู่ด้วยได้
- บ้านจริงขายไปแล้ว ต้นยังเก็บบ้านอีกหลังไว้ในเกม
จบบทที่ 4
“เด็กใจดำ” ต้น
ชวนคิดต่อ
ใครรอบตัวคุณที่ทำตัวมีประโยชน์ตลอดเวลา เพราะกลัวจะไม่มีที่อยู่
แหล่งอ้างอิงของบทนี้ (1)
- Mencius. (n.d.). The works of Mencius, Gong Sun Chou I (Book II, Part I), ch. 6 [Mengzi 2A6] (J. Legge, Trans.). In The Chinese classics (Vol. 2). Wikisource. เล่าความเป็นภาษาไทยตามฉบับแปลอังกฤษของ James Legge ไม่ได้ยกคำแปลตรง ลิงก์
