บทที่ 3 จาก 4 · ราว 10 นาที
ผู้รับที่เป็นผู้ให้
คำที่เราพิมพ์ให้คนแปลกหน้า บางครั้งคือคำที่เรารอให้ใครพูดกับเรา
วันพุธ 23.38 ต้นส่งออเดอร์ที่ 14 ของวันเสร็จ แล้วจอดมอเตอร์ไซค์ไว้หน้าร้านสะดวกซื้อริมถนนในรังสิต นั่งตะแคงบนเบาะ กินกะเพราไก่เข้าไมโครเวฟกล่องละ 45 บาท วันนี้วิ่งได้ 760 บาท หักค่าน้ำมัน 110 เหลือ 650 เขาคิดเลขนี้ในหัวทุกคืนโดยไม่ได้ตั้งใจ
มืออีกข้างเลื่อนฟีดในแอป Alljit ไปเรื่อยๆ จนนิ้วหยุดที่โพสต์ไม่ลงชื่ออันหนึ่ง “สอบตกตัวเดิมเป็นรอบที่ 2 ไม่กล้าบอกแม่ แม่ขายข้าวแกงส่งเรียน” ต้นอ่านคำว่าข้าวแกงซ้ำอีกรอบ ช้อนพลาสติกค้างอยู่ระหว่างกล่องกับปาก

ออเดอร์ที่ 14
ต้นอายุ 24 วิ่งส่งอาหารในรังสิตมา 2 ปี ก่อนหน้านั้นเขาเรียนวิศวะไฟฟ้าอยู่ปี 3 ที่มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง ปีนั้นร้านซ่อมมอเตอร์ไซค์ของพ่อปิด หนี้ของพ่อกับค่าเทอม 48,000 บาทมาถึงพร้อมกัน เขาหาเงินจ่ายค่าเทอมไม่ทัน และไม่กล้าบอกใคร
แม่ของต้นอายุ 52 ขายข้าวแกงจานละ 35 บาทอยู่ในตลาดเช้าที่อุดรธานี ทุกเช้าแม่ถ่ายรูปหม้อแกงส่งมาในไลน์ ทุกเดือนต้นโอนให้แม่ 4,000 บอกว่าเป็นเงินจากงานพาร์ตไทม์ ทุกครั้งที่แม่ถามว่าเรียนเป็นไง เขาตอบว่า “สบายครับแม่” แบบนี้มา 4 เทอมแล้ว

ตอนนี้แม่บอกญาติทุกคนว่าต้นจะจบปีนี้ ป้าในไลน์กลุ่มครอบครัวถามแล้วว่าวันรับปริญญาจะใส่เสื้อสีอะไรไปถ่ายรูปกันดี แม่อยากรู้วันเพื่อจะได้จองรถตู้ลงมา ต้นตอบว่ายังไม่ประกาศ เขาเปิดหน้าปฏิทินของมหาวิทยาลัยขึ้นมา แล้วถ่ายส่งไปโดยตัดส่วนชื่อปีการศึกษาออก
พิมพ์ ลบ พิมพ์
ต้นกดช่องตอบ พิมพ์ว่า “สู้ๆ ครับ” แล้วลบ พิมพ์ว่า “เดี๋ยวก็ผ่านครับ” แล้วลบอีก รอบที่ 3 เขาพิมพ์ยาวเกือบครึ่งจอ เรื่องค่าเทอม เรื่องพ่อ เรื่องรถตู้ที่แม่จะจอง พิมพ์จบแล้วอ่านทวน ก็รู้สึกว่าโพสต์ของคนแปลกหน้ากำลังจะกลายเป็นเรื่องของเขา เขาลบเกือบทั้งหมด เหลือไว้บรรทัดเดียว
23.51 เขาส่งไป 2 บรรทัด “ผมก็ยังไม่ได้บอกแม่เรื่องเรียนเหมือนกันครับ 2 ปีแล้ว” กับ “ตอนนี้อะไรหนักกว่ากันครับ เรื่องสอบ หรือเรื่องต้องปิดแม่”
พอกดส่ง ต้นกลับไปอ่านอีกครั้ง อยากแก้คำว่า 2 ปีให้เหลือแค่พักเรียน แต่โพสต์ขึ้นไปแล้ว เขาวางโทรศัพท์เพื่อกินข้าวให้หมด ก่อนหยิบขึ้นมาดูว่ามีใครตอบหรือยัง
ก่อนปิดแอป เขากดส่งความเมตตาไปอีก 1 ข้อความ แอปขึ้นต้นโพสต์ของสมาชิกคนหนึ่งมาให้อ่านไม่กี่คำ ต้นพิมพ์ว่า “วันนี้กินข้าวยังครับ” แล้วกดส่ง ข้อความจะไปถึงเขาในนามของใครสักคน หน้าจอไม่บอกชื่อคนที่ได้รับ และไม่มีช่องให้คนนั้นตอบกลับ
ประโยคของคนแปลกหน้า
00.24 ต้นเพิ่งถึงห้อง ถอดหมวกกันน็อกแล้วเปิดแอปดูอีกรอบ เจ้าของโพสต์ตอบใต้คอมเมนต์ของเขาแล้ว “เรื่องปิดแม่ครับ สอบใหม่ได้ แต่โกหกแม่มา 2 เทอมแล้ว ทุกครั้งที่แม่ถามว่าเรียนเป็นไง ผมตอบว่าสบาย”
ต้นอ่าน 3 รอบ คำว่าสบายอยู่ตรงนั้น คำเดียวกับที่เขาพูดกับแม่ทุกคืนวันอาทิตย์ ถ้าเขาเป็นคนโพสต์เองเมื่อ 2 ปีก่อน ก็คงพิมพ์มาแบบนี้ทุกตัวอักษร แล้วอีกบรรทัดก็ตามมา “พี่จะบอกแม่เมื่อไหร่ครับ”
เขานั่งลงบนพื้นห้องทั้งที่ยังใส่แจ็กเก็ต พิมพ์ว่า “เร็วๆ นี้ครับ” แล้วลบ พิมพ์ว่า “ไม่รู้ครับ” แล้วนั่งดูมันอยู่เกือบ 10 นาทีก่อนจะกดส่ง เขาหงุดหงิดคนแปลกหน้าคนนั้นอยู่นิดๆ ที่ถามตรงเกินไป ทั้งที่ตัวเองเพิ่งถามเขาแบบเดียวกัน ไม่มีใครตอบอะไรต่อ คืนนั้นเขานอนตี 2 ทั้งที่ต้องตื่น 6 โมงครึ่ง
ต้นเปิดแอปธนาคาร ดูวันที่เงินโอน 4,000 ออกครั้งล่าสุด เดือนนี้แม่พิมพ์กลับมาว่าเก็บไว้ใช้เรียนบ้างลูก เขากดเข้าแชตแม่แล้วกลับมาที่โพสต์ อยากพิมพ์ถามคนแปลกหน้าว่าเรียนที่ไหน ก่อนนึกได้ว่าเขาก็ถามต้นต่อได้เหมือนกัน เขาปิดจอและพลิกหมอนหาด้านที่ยังเย็น
คนฟังได้อะไรกลับไป
งานวิจัยเก่าชิ้นหนึ่งเห็นอะไรคล้ายกัน โครงการหนึ่งฝึกคนธรรมดาที่อยู่กับความเจ็บป่วยเรื้อรัง ให้โทรไปฟังคนอื่นที่เจ็บป่วยแบบเดียวกับตน แล้วติดตามไป 2 ปี1 คนฟังเปลี่ยนไปมากกว่าคนที่ได้รับการฟัง ทั้งมั่นใจขึ้น รู้จักตัวเองมากขึ้น เห็นค่าตัวเองมากขึ้น ใจหม่นน้อยลง และทำหน้าที่ในชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น คนฟังกลุ่มนี้มีไม่กี่คน ไม่ได้สุ่มเลือก จึงบอกไม่ได้ว่าการฟังเป็นต้นเหตุ
อีกงานหนึ่งดูคนหนุ่มสาวบนแพลตฟอร์มออนไลน์แห่งหนึ่งนาน 3 สัปดาห์ ทุกคนโพสต์เรื่องเครียดของตัวเอง และเขียนตอบช่วยคนอื่นมองเรื่องของเขาในมุมใหม่2 คนที่ใช้เวลาเขียนช่วยคนอื่นมากกว่าโพสต์เรื่องตัวเอง มีใจหม่นลดลงมากกว่า และบอกว่าหยิบวิธีมองมุมใหม่มาใช้กับชีวิตตัวเองบ่อยขึ้น งานนี้เป็นการสังเกตช่วงสั้น ไม่ได้สุ่ม และเป็นการเขียนตอบ ไม่ใช่การนั่งฟังล้วนๆ
ทั้ง 2 งานยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าการช่วยคนอื่นเป็นเหตุให้คนฟังเปลี่ยนไป ต้นเองไม่ได้ตื่นมาสบายใจกว่าเดิม เขาลืมตั้งปลุกอีกเครื่องและเกือบไปส่งอาหารไม่ทัน คำตอบว่าไม่รู้ที่พิมพ์ไว้ยังอยู่ใต้โพสต์ เขากลับไปอ่านคำถามของเจ้าของโพสต์ โดยยังไม่ตอบอะไรเพิ่ม
ให้กันได้แค่ไหนใน Alljit
ในแอป Alljit สมาชิกให้กำลังใจกันได้หลายแบบ ส่วนใหญ่เล็กกว่าที่คิด คืนนั้นต้นใช้ไป 2 แบบ โดยไม่ได้คิดว่ากำลังให้อะไรใคร
- ตอบโพสต์ในฟีด หรือส่งกอดให้โพสต์ของใครสักคน คนโพสต์เลือกไม่ลงชื่อได้
- ส่งความเมตตา ข้อความสั้นๆ ที่ไปถึงสมาชิกคนหนึ่งในนามของใครสักคน ส่งได้วันละ 5 ข้อความ และไม่มีช่องให้เขาตอบกลับ
- บางคนเปิดสถานะพร้อมรับฟัง ให้คนที่อยากระบายทักมาคุยตัวต่อตัว คนกลุ่มนี้คือสมาชิกธรรมดาแบบคุณ ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ และตอบเมื่อว่าง คนเล่าเลือกไม่บอกชื่อได้ ส่วนคนฟังจะขึ้นชื่อที่ตั้งไว้ในโปรไฟล์
คืนนั้นต้นไม่ได้เปิดสถานะพร้อมรับฟัง เขาแค่ตอบโพสต์เดียว แล้วก็ต้องกลับไปวิ่งงานต่อ คนที่ตอบเขายังมีเรื่องสอบกับแม่อยู่ครบ ต้นไม่มีคำตอบเรื่อง 2 อย่างนั้นให้ แม้แต่เรื่องของตัวเองก็ยังตอบไม่ออก
ไฟแดง 7 โมง 10
เช้าวันพฤหัส 7.10 ต้นติดไฟแดงอยู่บนถนนพหลโยธิน มอเตอร์ไซค์ 20 กว่าคันจอดเบียดกันอยู่หน้าเส้น ไลน์จากแม่เด้งขึ้นบนโทรศัพท์ที่ยึดไว้กับแฮนด์ เป็นรูปหม้อแกง 6 ใบเหมือนทุกเช้า กับข้อความว่า “ขายดีลูก”

ต้นพิมพ์ว่า “แม่ ว่างคุยมั้ย มีเรื่องจะเล่า” แล้วลบคำว่ามีเรื่องจะเล่าออก เพราะรู้ว่าแม่จะโทรมาทันทีแล้วถามว่าเรื่องอะไร เขาส่งไปแค่ “แม่ ว่างคุยมั้ยคืนนี้” ไฟเขียวขึ้นพร้อมกับคำว่าอ่านแล้ว คันข้างหลังบีบแตร ต้นบิดคันเร่งออกไป
จุดสำคัญของบทนี้
- ต้นเล่าเรื่องตัวเองเล็กน้อยแล้วถามต่อ เขายังไม่ได้รู้วิธีแก้เรื่องเรียนของใคร
- คนแปลกหน้าตอบกลับด้วยคำถามที่ต้นไม่อยากได้ยิน การตอบให้กำลังใจไม่ได้ทำให้เขาสบายใจในคืนนั้น
- งานวิจัยที่เล่าไว้พบความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง แต่ยังยืนยันไม่ได้ว่าเกิดจากการเป็นคนฟัง
จบบทที่ 3
ผู้รับที่เป็นผู้ให้
คำถามท้ายบท
“ถ้าคืนนี้ต้องตอบโพสต์ของคนแปลกหน้า ประโยคไหนที่คุณเองก็อยากได้ยิน”
คำตอบเก็บไว้ในเครื่องหรือบัญชีของคุณ ไม่ส่งให้ AI อ่าน
แหล่งอ้างอิงของบทนี้ (2)
- Schwartz, C. E., & Sendor, M. (1999). Helping others helps oneself: Response shift effects in peer support. Social Science & Medicine, 48(11), 1563-1575. (ใช้ในบทที่สาม: คนธรรมดาที่ได้รับการฝึกให้โทรไปรับฟังคนที่เจ็บป่วยแบบเดียวกับตน เปลี่ยนไปมากกว่าคนที่ได้รับการฟัง และดีขึ้นชัดทั้งความมั่นใจ การรู้จักตัวเอง การเห็นค่าตัวเอง ใจหม่น และการทำหน้าที่ในชีวิต ข้อจำกัด: ผู้ฟังมีไม่กี่คนและไม่ได้สุ่มเลือก เป็นการวิเคราะห์ซ้ำจากข้อมูลเดิม ถอดความ ไม่ได้ยกคำพูดตรง) ลิงก์
- Doré, B. P., Morris, R. R., Burr, D. A., Picard, R. W., & Ochsner, K. N. (2017). Helping others regulate emotion predicts increased regulation of one's own emotions and decreased symptoms of depression. Personality and Social Psychology Bulletin, 43(5), 729-739. (ใช้ในบทที่สาม: บนแพลตฟอร์มออนไลน์ คนที่ใช้เวลาเขียนช่วยคนอื่นมองเรื่องเครียดในมุมใหม่มากกว่า มีใจหม่นลดลงมากกว่าในสามสัปดาห์ ข้อจำกัด: เป็นความสัมพันธ์ที่สังเกตได้ ไม่ได้สุ่ม ระยะสั้น ตอบเอง และการช่วยคือการเขียนข้อความ ไม่ใช่การนั่งฟังล้วนๆ ถอดความ ไม่ได้ยกคำพูดตรง) ลิงก์
